Pea soup หรือ ซุปถั่วผสม สาหร่ายเกลียวทอง อร่อยได้สุขภาพสำหรับผู้สูงวัย ผู้ป่วยเบาหวาน และมังสวิรัต

         เมนูง่าย ๆ สไตล์บุญสมครั้งนี้ จะพาทุกคนเข้าครัวสร้างสรรค์เมนูแสนอร่อยและได้สุขภาพกัน ซึ่งก็คือเมนู “Pea soup ซุปถั่วผสมสาหร่ายเกลียวทอง” นั่นเอง เรียกว่าเป็นเมนูที่ทำง่ายมาก แถมรสชาติยังอร่อยอีกด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ เช่น ผู้สูงวัย ผู้ป่วยเบาหวาน และกลุ่มผู้รับประทานมังสวิรัต ซึ่งในผู้สูงอายุโดยเฉพาะที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปนั้น อวัยวะต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพลง และมักจะเบื่ออาหาร ไหนยังต้องจำกัดอาหารบางชนิดอีกเพื่อป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคความดันโลหิตสูง, โรคมะเร็ง, โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน เป็นต้น ส่วนผู้ป่วยเบาหวานเองก็ต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการกินไม่แพ้ผู้สูงอายุเช่นกัน และต้องควบคุมอาหารมากเป็นพิเศษ งดของหวาน ของทอด ของมัน และผลไม้หมักดองทุกชนิด เพื่อปรับให้ค่าน้ำตาลในเลือดเป็นปกติ แต่ครั้นจะรับประทานอาหารซ้ำ ๆ เดิม ๆ ทุกวันก็น่าเบื่อ บางเมนูก็แสนจะจืดชืดมาก วันนี้บุญสมเลยสรรหาเมนูที่ปรุงไว ใช้เวลาเพียง 30 นาที อร่อย และดีต่อสุขภาพสำหรับผู้สูงวัย ผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่รับประทานมังสวิรัตมาฝากกัน ว่าแล้วเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า!

วัตถุดิบที่ต้องเตรียม

1. หัวหอมขนาดกลาง 1 หัว นำมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือก
   และสับแบบหยาบ ๆ
2. มันฝรั่งขนาดกลาง 1 ลูก นำมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือก
    และหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า
3. ถั่วลันเตาแช่แข็งจำนวน 250 กรัม
4. นมสดจำนวน 200 มิลลิลิตร (ในผู้ที่แพ้นมไม่ต้องใช้นมเป็น
    ส่วนประกอบในเมนู)
5. น้ำสต็อกผัก 800 มิลลิลิตร
6. สะระแหน่สดหั่นชิ้นเล็กหรือบดหรือใช้ชนิดผง
    ประมาณ 1 ช้อนชา
7. เกลือและพริกไทยดำป่นสด
8. สาหร่ายเกลียวทองชนิดผง 2 ช้อนชา/ หรือจะใช้
    สาหร่ายเกลียวทองแบบสดก็ได้

9. น้ำร้อนประมาณ 6 แก้ว

(การทำน้ำสต๊อกผักเก็บไว้ประกอบอาหารในข้อ 5 : ให้เลือกผักที่ไม่มีกลิ่นฉุนเกินไปแต่มีรสชาติหวานมาปรุงรวมกัน เช่น ต้นหอมญี่ปุ่น หัวหอมใหญ่ แครอท หัวไชเท้า รากผักชี ขึ้นฉ่าย กระเทียม เติมน้ำเปล่าลงไปพอประมาณและเคี่ยวไฟกลางประมาณ 45 นาที – 1 ชั่วโมง ก็ได้น้ำซุปหวาน ๆ เก็บใส่ตู้เย็นเอาไว้ใช้ปรุงอาหารได้แล้ว)

ขั้นตอนการทำซุปถั่ว

1. ใส่หัวหอมสับลงในกระทะ พร้อมด้วยฝรั่งหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า เติมน้ำสต็อกผักลงไป โดยใช้ไฟกลางค่อนข้างแรง

2. ลดไฟเป็นไฟกลาง เคี่ยววัตถุดิบในข้อ 1 ประมาณ 15 นาที หรือจนมันฝรั่งนิ่ม

3. ใส่ถั่วลันเตาแช่แข็งตามลงไป และเคี่ยวต่ออีกประมาณ 5 นาที

4. นำสะระแหน่สับหรือบดตามลงในซุป

5. เติมนมและเคี่ยวต่ออีกประมาณ 15 นาที ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยดำป่นสด

6. โรยผงสาหร่ายเกลียวทองลงไป หรือจะใช้สาหร่ายเกลียวทองชนิดสดก็ได้เช่นกัน

7. พักรอให้ซุปถั่วอุ่น ๆ จะรับประทานเฉพาะซุปถั่วอย่างเดียว หรือเสิร์ฟคู่ขนมปังกรอบอุ่น ๆ ก็อร่อยได้ประโยชน์

         เคล็ด (ไม่) ลับที่อยากบอกต่อ

หากอยากลดขั้นตอนการในการเตรียมวัตถุดิบ ก็สามารถหาซื้อเป็นชุดสำเร็จรูปตามซูเปอร์มาเก็ตก็ได้เช่นกัน หรือเวลาว่าง ๆ สามารถเตรียมเป็นชุดสำหรับทำซุปถั่วและแช่แข็งเอาไว้ในตู้เย็น อยากรับประทานเมื่อไหร่ก็หยิบออกมาปรุงได้ทันที ซึ่งซุปถั่วโรยผงสาหร่ายเกลียวทองดีนี้ ดีต่อสุขภาพผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน และทุกคน รวมถึงเหมาะกับผู้ที่รับประทานมังสวิรัต เนื่องจากไม่มีคอเรส
เตอรอล ย่อยง่าย ร่างกายดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ทันที มีสารอาหารที่ดีต่อร่างกายครบถ้วน และซุปถั่วโรยผงสาหร่ายยังนำไปแช่เย็นรับประทานในช่วงอากาศร้อน ๆ ก็ทำให้สดชื่นได้ดีทีเดียว

โภชนาการและแคลอรี่ที่ได้รับ
ต่อ 1 หน่วยบริโภค (โดยประมาณ)

• แคลอรี่ 111 กรัม
ไขมัน 2.8 กรัม
• ไขมันอิ่มตัว 2 กรัม
• คาร์โบไฮเดรต 17.4 กรัม 
• น้ำตาล 7.7 กรัม 
• ไฟเบอร์ 4.5 กรัม
• โปรตีน 6.6 กรัม
• เกลือ 1.5 กรัม

และเมื่อเติม ‘ผงสาหร่ายเกลียวทอง’ ลงในซุปถั่วแล้ว สารอาหารดี ๆ ที่ร่างกายจะได้รับคือ?

  • ในสาหร่ายเกลียวทองมีโปรตีนเข้มข้นคุณภาพสูงถึง 70 เปอร์เซนต์
  • ในสาหร่ายเกลียวทองมีกรดไขมันแกรมมาไลโนเลนิก (GLA) กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยลดคอเรสเตอรอลและตรีกลีเซอไรด์ในเลือดได้ดีมาก และไม่มีคอเรสเตอรอล ช่วยควบคุมระดับกลูโคสในเลือดให้ลดลงได้
  • ในสาหร่ายเกลียวทองมีปริมาณน้ำตาลน้อยมาก (ราว 10%) ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของน้ำตาลแรมโนส จึงไม่รบกวนอินซูลินในการย่อย และยังมีคลอโรฟิลล์ที่ดีต่อร่างกายสูงมากอีกด้วย
  • ในสาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานต้องการ ไม่ว่าจะเป็น เบต้าแคโรทีน (สูงถึง 20-25 เท่าที่มีในแครอท), วิตามินเอ, บี1, บี2, บี3, บี5, บี6, บี12, วิตามินซี, วิตามินอี, วิตามินเอช, คลอไรด์, อินโนซิทอล, โครเมี่ยม, แมงกานีส, โปตัสเซียม, สังกะสี, โฟลิกแอซิดและนิโคตินิคแอซิด, และโปรวิตามินเอ โดยโครเมียมจะช่วยให้อินซูลินทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลกลูโคส จึงช่วยให้น้ำตาลในเลือดลดลง และผิวพรรณเสื่อมสภาพได้้ช้าลง
  • ในสาหร่ายเกลียวทองมีน้ำตาลเชิงซ้อนที่ช่วยกระตุ้นเม็ดเลือดขาวขนาดใหญ่ และสร้างสารเคมีที่ช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวทุกชนิดทำลายจุลินทรีย์และไวรัสได้ดี และยังเป็นตัวช่วยกระตุ้นเซลล์ตั้งต้นของกระดูกไขสันหลังให้ผลิตเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงได้มากขึ้น
  • ในสาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหารที่ช่วยให้ร่างกายผลิตอินซูลินที่ช่วยในการเผาผลาญน้ำตาลให้กลายเป็นพลังงานได้ปกติและมีประสิทธิภาพ และช่วยลดกรดแซน์โทโรนิคที่เป็นตัวทำลายตับอ่อนได้
  • ในสาหร่ายเกลียวทองมีเกลือแร่ที่ร่างกายต้องการหลายสิบชนิด ไม่ว่าจะเป็น เหล็ก, แคลเซียม, แมกนีเซียม และโพแทสเซียม มีกรดอะมิโนที่เรียงตัวกันอย่างสมดุลได้สัดส่วนมากถึง 18 ชนิด จึงช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยรักษาสมดุลในร่างกาย และช่วยควบคุมน้ำหนัก
  • ในสาหร่ายเกลียวทองมีคุณสมบัติสร้างภูมิต้านทานและหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค เพราะมีเอนไซม์มากกว่า 2,000 ชนิด ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญที่จะเข้าไปตัดวงจรการเกิดโรค และเอนไซม์บางชนิดยังทำหน้าที่ซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลายได้ด้วย และยังมีเอ็มไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร 3 ชนิด คือเอ็มไซม์ย่อยแป้ง (Amylase) เอ็มไซม์ย่อยไขมัน (Lipase) และเอ็มไซม์ย่อยโปรตีน (Protease) ตัวช่วยสำคัญที่ไม่ให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักเกินไป
  • ในสาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายครบ 5 หมู่ และมีในสัดส่วนที่พอเหมาะ เมื่อรับประทานเป็นประจำจะช่วยให้ระบบการดูดซึมอาหารทำงานได้ดีขึ้น ขับถ่ายง่ายขึ้นและเป็นเวลา จึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการลดอาการท้องผูกเรื้อรังในผู้สูงอายุได้
  • ในสาหร่ายเกลียวทองมีกลูตาไธโอน ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์และ DNA ที่สึกหรอให้แข็งแรงยิ่งขึ้น จึงช่วยให้ร่างกายเสื่อมสภาพช้าลง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงขึ้นและทำงานได้ดีขึ้น

ในสาหร่ายเกลียวทองมีสารอาหารที่เป็นตัวช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมน ‘เมลาโทนิน’ หรือ ‘สารแห่งความสุข’ ซึ่งจะช่วยในการนอนหลับลึกหลับสนิทได้อย่างมีความสุข และในสาหร่ายเกลียวทองยังมีคุณสมบัติที่ดีอื่น ๆ ต่อสุขภาพอีกมากมาย

เริ่มต้นดูแลสุขภาพกันให้ดีที่สุดตั้งแต่วันนี้ ดีกว่ามาเห็นคุณค่าของสุขภาพที่ดีก็ต่อเมื่อเกิดโรคภัยต่าง ๆ แล้วจะดีกว่า ครั้งหน้า ‘ครัวบุญสม’ จะมีเมนูอร่อย ๆ ได้สุขภาพเมนูไหนมาฝากกันอีก ต้องติดตาม