คงไม่มีใครเข้าใจถึงความทรมานเท่ากับคนที่เคยผ่านการเป็นโรคนี้มาแล้ว ใช่! เรากำลังพูดถึง โรคกรดไหลย้อน ที่แม้ชื่อโรคจะดูไม่น่ากลัวเหมือนโรคร้ายอื่น ๆ และไม่ได้ทำอันตรายถึงแก่ชีวิตแบบเฉียบพลัน, ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ หรือโรคที่น่ารังเกียจ และที่สำคัญ ยังเป็นโรคที่รักษาให้หายได้ถ้าไม่ปล่อยให้เรื้อรังจนกระทั่งเป็นมะเร็งหลอดอาหาร แต่อาการของ โรคกรดไหลย้อน นี้ ก็ส่งผลกระทบและก่อกวนการใช้ชีวิตเอามาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน การเดินทาง การทำกิจกรรมต่าง ๆ นั่นเพราะฤทธิ์ของกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร ทำให้ระคายเคืองจนอักเสบและเป็นแผลรุนแรงจนทำให้หลอดอาหารตีบ ทำให้แสบ เจ็บ จุก บริเวณกลางหน้าอกและลิ้นปี่ กลืนอาหารลำบาก นอนราบแบบปกติก็ไม่ได้ เรียกว่าทรมานสุด ๆ เลยล่ะ
โรคกรดไหลย้อนเกิดจากอะไร? ใครมีโอกาสเป็นโรคนี้บ้าง?
- ผู้ที่รับประทานอาหารแล้วนอนทันที โดยไม่รอให้อาหารย่อยก่อน ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคกรดไหลย้อนมากถึง 2 เท่าเลยทีเดียว เพราะหูรูดส่วนปลายหลอดอาหารที่ทำหน้าที่ป้องกันกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารเกิดความผิดปกติ ซึ่งปกติแล้วเราควรนอนหลังการรับประทานอาหารไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง
- ผู้ที่รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา รวมถึงรับประทานต่อมื้อในปริมาณที่มากเกินไป เรียกว่าอิ่มจนจุก!
- ผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ
- ผู้ที่ชอบรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอยู่บ่อย ๆ
- ผู้ที่มีภาวะเครียด จนกระทั่งเกิดความเครียดสะสม
มีสาเหตุอื่น ๆ อีกหรือมั้ย? ที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน
นอกจากพฤติกรรมย่ำแย่ที่เกิดจากตัวเราเองแล้ว ความผิดปกติของร่างกาย รวมถึงการมีโรคประจำตัวก็มีโอกาสทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
- การบีบตัวของกระเพาะอาหารผิดปกติ อาหารจึงตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าปกติ ซึ่งอาหารประเภทไขมันสูงและพวกช็อกโกแลตจะทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง ทำให้มีการไหลย้อนของกรดจากกระเพาะอาหารไปสู่หลอดอาหารมากขึ้น
- การบีบตัวของหลอดอาหารผิดปกติ ทำให้อาหารที่เรารับประทานลงไปในกระเพาะได้ช้า จนถึงอาหารไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะอาหาร แล้วไปค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ
- หูรูดส่วนปลายหลอดอาหารที่ทำหน้าที่ป้องกันกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหารผิดปกติ ทำให้ความดันของหูรูดต่ำหรือเปิดบ่อย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดในกลุ่มคนที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์, สูบบุหรี่ และใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคหอบหืดบางตัว รวมถึงการรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตสูงบางชนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า เป็นต้น
- โรคอ้วน น้ำหนักตัวที่มาเกินไปก็ทำให้เสี่ยงในการเป็นโรคกรดไหลย้อนได้ เพราะจะเป็นตัวไปเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหาร จนทำให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมาสู่หลอดอาหาร
- ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ ที่จะมีฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลง และมดลูกเกิดการขยายตัว จนไปเพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหารนั่นเอง
- เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หรือพันธุกรรม
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็ง
ซึ่ง ‘โรคกรดไหลย้อน’ นี้จะมีอยู่ 3 ระยะด้วยกัน ลองมาเช็คดูสิว่า เรากำลังเป็นกรดไหลย้อนระยะไหนแล้ว
ระยะที่ 1 : อาการโรคกระเพาะอาหาร นี่คืออาการเริ่มต้นของโรคกรดไหลย้อน จะมีอาการจุกเสียดแน่นท้อง เวลารับประทานอาหารจะรู้สึกอิ่มเร็ว ตื้อ และปวด แสบบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือช่องท้องส่วนบน และมักจะเกิดขึ้นได้ทั้งตอนท้องว่าง, หิวหรืออิ่ม แต่จะไม่ได้แสดงอาการทุกวัน
ระยะที่ 2 : ลำไส้สะสมขยะเป็นจำนวนมาก เมื่อกระบวนการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ อาหารที่ย่อยไม่หมดจึงไปตกค้างอยู่ในลำไส้ และเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ จะมีอาการจุกแน่น มีลมในท้องตลอดเวลา มีกลิ่นปาก ผายลมมีกลิ่นเหม็น ขับถ่ายไม่ตรงเวลา และอาจจะมีอาการท้องผูกเรื้อรังร่วมด้วย
ระยะที่ 3 : สารอาหารในเลือดเหลือน้อย เมื่อกระบวนการย่อยอาหารทำงานไม่เต็มที่เป็นเวลานาน ๆ จะทำให้รู้สึกหมดแรง อ่อนเพลีย มึนศีรษะ จุกแน่น แสบร้อนช่วงอกมากขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกหิวบ่อยแต่กลับรับประทานไม่ลง นอนหลับไม่สนิท ปากแห้ง ลิ้นแห้ง หายใจไม่เต็มปอด ผู้ป่วยกรดไหลย้อนในระยะนี้เม็ดเลือดจะมีขนาดเล็กลง จนทำให้ออกซิเจนและน้ำในเลือดน้อยลงตามไปด้วยนั่นเอง
เช็คด่วน! 3 สัญญาณหลัก “เรากำลังเข้าสู่โรคกรดไหลย้อนหรือเปล่า??”
‘โรคกรดไหลย้อน’ นับเป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก ๆ และสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน นั่นเพราะมันเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรานั่นเอง ลองมาเช็คกันหน่อยดีกว่า ว่า 3 อาการหลัก ๆ นี้เกิดขึ้นกับเราหรือยัง!?
- รู้สึกแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ กลางหน้าอก ไปจนถึงอาการจุกเสียด ท้องอืด แน่นท้องบริเวณลิ้นปี่ คล้ายอาหารไม่ย่อย และบางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารมื้อหลักเสร็จใหม่ ๆ บางทีมีอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ รวมถึงเวลายกของหนัก, โน้มตัวไปข้างหน้า หรือนอนหงายก็จะรู้สึกเจ็บแสบที่กลางหน้าอกและบริเวณลิ้นปี่ด้วยเช่นกัน
- รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากและคอ รู้สึกว่ามีอาหารไหลย้อนขึ้นมาในปากและคอ เป็นน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขม ๆ เวลาเรอก็จะมีกลิ่นเปรี้ยวออกมา อาการนี้จะทำให้เกิดพยาธิสภาพในหลอดอาหาร ทำให้หลอดอาหารอักเสบและมีเลือดออก กลืนอาหารลำบาก เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ในลำคอ และยังเกิดโรคทางช่องทางอีกด้วย เช่น มีกลิ่นปาก, ฟันผุ เป็นต้น
- ไอแห้ง เสียงแหบ เจ็บคอ และหืดหอบ อาการเหล่านี้เกิดจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณกล่องเสียง ทำให้กล่องเสียงเกิดการอักเสบ ไอเรื้อรัง ซึ่งถ้าปล่อยเอาไว้จะทำให้เสียงแหบเรื้อรัง เจ็บคอเรื้อรัง จนกระทั่งเสียงเปลี่ยนไปจากเดิมเลยล่ะ
ปรับพฤติกรรมชีวิต ช่วยพิชิตโรค
กรดไหลย้อน
สิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะปกป้องสุขภาพให้ห่างไกลจาก โรคกรดไหลย้อน ได้ก็คือ การจัดการพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรานั่นเองนับตั้งแต่เรื่องการรับประทานอาหาร, การพักผ่อน และการออกกำลังกายให้ถูกสุขลักษณะ ซึ่งเป็นการป้องกันตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็น
- ไม่ควรนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร ควรรอให้อาหารย่อยก่อนอย่างน้อย 3 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร
- รับประทานอาหารในปริมาณน้อยต่อมื้อแต่บ่อยครั้งแทนการรับประทานมื้อหนัก ๆ จนแน่นจุก และในมื้อเย็นควรรับประทานน้อย ๆ เคี้ยวอาหารให้ช้าลง เพราะการเคี้ยวอาหารสัมพันธ์กับการบีบตัวของกระเพาะอาหาร เมื่อกระบวนการย่อยอาหารทำงานได้ดี ลมใหม่ ๆ จะไม่เกิด ส่วนลมและอุจจาระเดิม ๆ ที่ค้างอยู่ก็จะค่อย ๆ หายไป และควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยว หลีกเลี่ยงอาหารที่จะไปเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร และไปรบกวนการทำงานของหูรูดในกระเพาะอาหาร เช่น อาหารรสจัดทั้งหลาย, อาหารไขมันสูง, ชา, กาแฟ, น้ำอัดลม, น้ำผลไม้และพืชผัก เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว หัวหอม สาระแหน่ มะเขือเทศ, ช็อกโกแลต, เปปเปอร์มินต์ ควรเลือกรับประทานผักผลไม้ที่ให้กากใยมากขึ้นแทน, งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ เป็นต้น
- ลดการดื่มน้ำเย็น น้ำอัดลม นม ชาเขียว ชาเย็น น้ำมะพร้าว น้ำเต้าหู้ น้ำมะพร้าว รวมถึงการรับประทานอาหารมื้อดึก เพราะจะทำให้้น้ำย่อยถูกผลิตออกมาไม่ตรงเวลา
- งดการทานยาลดกรด, ยาเคลือบกระเพาะติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ เพราะทำให้น้ำย่อยขาดประสิทธิภาพ
- ควรออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเราอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อบริเวณหูรูดทำงานได้ดีขึ้น รวมถึงควรควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไปด้วย
- หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดรูปรัดแน่นมากเกินไป เพราะจะเป็นตัวการทำให้แรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้น
- ปรับหรือหนุนหัวให้สูงอย่างน้อย 6-8 นิ้ว หรือประมาณ 15 เซ็นติเมตร ไม่ควรนอนหนุนหมอนที่สูงเกินไป เพราะจะทำให้ส่วนท้องเกิดอาการงอลง และไปเพิ่มความดันในช่องท้องให้กรดไหลย้อนได้มากขึ้น
- หมั่นทำจิตใจให้ร่าเริง แจ่มใส หลีกเลี่ยงการเกิดเครียด
สาหร่ายเกลียวทอง กับ โรคกรดไหลย้อน
นอกจากนั้น การเลือกรับประทานอาหารที่ดี มีคุณภาพ มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีสารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ 5 หมู่ มีวิตามินและเกลือแร่จำเป็นหลายชนิดที่ช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุลและมีประสิทธิภาพ ก็เป็นตัวช่วยให้เราห่างไกลจาก โรคกรดไหลย้อน ได้เช่นกัน เช่น การรับประทาน ‘สาหร่ายเกลียวทอง’ หรือ ‘สาหร่ายสไปรูลิน่า’ เป็นประจำ จะช่วยบรรเทาอาการของโรคกรดไหลย้อนและช่วยฟื้นฟูระบบย่อยและระบบขับถ่ายให้ทำงานได้ดีขึ้นเพราะการรักษาโรคกรดไหลย้อนนั้น หลัก ๆ แล้วเราจะต้องปฏิบัติไปพร้อมกันทั้ง 3 ด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อย, การเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย และการลดความเครียด ซึ่งในสาหร่ายสไปรูลิน่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพดังกล่าวให้ร่างกายทำงานได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
- เพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดีในระบบทางเดินอาหารทำให้การย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
- เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมอาหารให้ทำงานได้ดีขึ้น
- ช่วยให้การระบายและการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
- เพิ่มชั่วโมงการหลับลึก และลดความเครียด
นอกจากนั้น การรับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นประจำยังช่วยบำรุงสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงขึ้น มีพละกำลังมากขึ้น ไม่รู้สึกอ่อนเพลีย ไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยา และเพิ่มเลือดเพื่อนำพาออกซิเจนและสารอาหารต่าง ๆ ไปสู่เซลล์ จึงไปเพิ่มความแข็งแรงให้เลือด และช่วยบำรุงตับ รวมถึงทำหน้าที่สร้างภูมิต้านทานโรคและขจัดสารพิษต่าง ๆ ออกจากร่างกายเราที่ได้รับมาจากอาหาร, อากาศ และนำ้ดื่ม จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแข็งแรงขึ้น ซึ่งเมื่อร่างกายแข็งแรงและมีระบบป้องกันเชื้อโรคที่ีดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ‘โรคกรดไหลย้อน’ หรือโรคไหน ๆ ก็จะบุกเข้ามาทำร้ายทำลายร่างกายเราได้ยากขึ้นนั่นเอง และที่สำคัญ การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับร่างกายเราอย่างสม่ำเสมอ, นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและถูกสุขลักษณะ, หมั่นรักษาอารมณ์ให้รื่นรมย์ มีความสุข ไม่เครียด ก็จะช่วยเสริมให้ร่างกายเรามีพลังในการปกป้องโรคต่าง ๆ ได้อย่างแข็งแกร่งมากขึ้น
‘สาหร่ายเกลียวทอง’ คุณค่าจากธรรมชาติที่ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง สร้างภูมิต้านทานโรค ตัวช่วยที่ดีที่สุดของคนรักสุขภาพ อาหารที่ดีที่สุดทั้งในปัจจุบันและอนาคต






